เกลียว

26/12/2011

บางทีความเป็นไปได้อาจเท่ากับศูนย์..

ถ้าชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง

ความรู้สึกของช่วงเวลาที่ผ่านมา คงเรียกได้ว่า เป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่

บอกไม่ถูก.. ไม่สุขมาก แต่ก็ไม่เคยทุกข์

เป็นชีวิต 15 วันที่หัวใจไม่วุ่นวายเลยแม้แต่น้อย

เหมือนถูกใส่ไว้ในลิ้นชัก เพียงรอเวลาออกมาโลดแล่น

ณ ช่วงเวลาที่ความหวังถูกทำลายลง

หากจะพูดว่า “ไม่รู้จะใช้ชีวิตอยู่ไปทำไม” ก็ดูจะไม่เกินจริงไปนัก

..ความรู้สึกบิดเบี้ยวต่างๆ มันคงพัวพันกันเป็นเส้นใยบางๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตา

แต่เรารู้สึกถึงความหนุนแน่นของมันอยู่ตลอด

เส้นใยที่ร้อยเอาหลายๆความรู้สึกมาบิดเป็นเกลียว – แก้ไม่ออก

เราไม่มีทางรู้, มันอาจจะลุกเป็นไฟ หรือบิดม้วนกันจนกลายเป็นก้อนไหมแสนนุ่ม เหมาะสำหรับถักผ้าพันคอแก้หนาว

….

เมื่อความหวังริบหรี่

เมื่อความหวังผุพังลง

เมื่อรู้ว่าไม่มีความหวัง..

เราคงต้องปล่อยให้ความเป็นไปได้ได้ทำหน้าที่ของมันบ้าง

ยอมรับว่ามันไม่มีทางจะกลายเป็นผ้าพันคอแสนนุ่มได้

ยอมรับ

ว่าความเป็นไปได้ มันคือการสูญเสีย

และยอมรับ

ว่าความเป็นไปได้, มันเท่ากับศูนย์.

Givenchy Haute Couture

08/08/2010

Givenchy Haute Couture  Fall/Winter 2010/2011

I can feel it ..

It was fascination..

16/04/2010

มันเป็นวันที่อุณหภูมิในตัวของฉันร้อนผิดปกติ

ผลักประตูเข้าไปในร้านกาแฟ ลมโชยจากเครื่องปรับอากาศพัดเอากลิ่นกาแฟที่กลั่นจากเครื่องชงลอยเข้ามาแตะจมูก

วันนี้ร้านกาแฟดูไม่เหมือนเดิม ..ใครบางคนนั่งอยู่ตรงมุมนั้น

สมองฉันเริ่มทำงาน ค่อยๆเค้นความทรงจำเกี่ยวกับเขาออกมา 

สายลมชั่ววูปในฤดูฝนปีที่แล้ว.. ช่วงที่ชีวิตฉันถูกฉาบด้วยวิมานเลื่อนลอย คุณนั่นเอง ฉันจำรอยยิ้มคุณได้ มีไม่กี่คนนักหรอกที่ทำให้ฉันประทับใจได้ในครั้งแรกที่เจอ ฉันเกือบจะลืมคุณไปเสียแล้ว เพราะสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลของการเชื่อมต่อ ..ฉันแน่ใจว่าเราสองคนไม่มีทางจะโคจรมาพบกันได้อีกเป็นครั้งที่สอง

กลิ่นกาแฟจากถ้วยกาแฟตรงหน้าเรียกให้ฉันกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

หยิบพ็อกเก็ตบุ๊คขึ้นมาอ่าน แต่สายตาไม่ได้โฟกัสที่ตัวหนังสือ ดูภายนอก คุณดูไม่ใช่คนพิเศษอะไร ผู้ชายธรรมดาทั่วไป ออกจะไม่ใช่ไทป์ที่ผู้หญิงรอบตัวฉันจะชอบด้วยซ้ำ แต่บางอย่างลึกลงภายในตัวคุณมันดึงดูดให้ฉันอยากจะเข้าไปทำความรู้จัก ฉันคงต้องเป็นฝ่ายเริ่ม ชีวิตคนเราอาจไม่โชคดีได้รับโอกาสถึงสามครั้งหรอก

สายลมเย็นๆพัดเข้ามาอีกครั้ง..

ความสัมพันธ์ประหลาด ภาพที่มองเห็น คุณนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมเดิม ฉันนั่งที่โซฟาของฉัน หากเราสองคนกำลังคุยกัน ความสัมพันธ์เป็นขั้นตอน ไม่ก้าวกระโดด ใช้เวลาจากน้อยไปมาก ไม่เร่งรีบรวบรัด เริ่มต้นด้วยคำว่า “สวัสดี” คำทักทายพื้นฐานเวลามนุษย์จะเริ่มปฏิสัมพันธ์ บทสนทนาลดระยะห่างลงตามเวลาที่เคลื่อนไหว ผู้คนเดินสวนขวักไขว่ผ่านเราไปมาแต่ไม่มีใครทันสังเกตถึงมวลสารระหว่างระยะห่างของเราสองคน 

ความสัมพันธ์บิดเบี้ยวของคนบิดเบี้ยว บางทีอาจเป็นเพราะเราสองคนมีอะไรคล้ายกัน อาจในแง่ของความคิด และบางส่วนในจิตใจที่เราต่างขาดหาย ไม่มีคำพูดที่จะนำไปสู่ความรักใคร่ผูกพันธ์ เราเพียงแต่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เยียวยากันและกันเวลาที่เรารู้สึกไม่มีแรง โต๊ะไม้ในมุมของคุณ และโต๊ะโซฟาของฉัน แม้จะรู้สึกสนิทกันถึงเพียงไหน แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เราสองคนจะเขยิบเข้ามานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ..ต่างฝ่ายต่างรับฟังกันอยู่ในมุมของตน

หากมองภายนอกคุณอาจเห็นเป็นเพียงแค่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง ต่างคนต่างเข้ามาจิบกาแฟ ผ่านมาผ่านไป แต่หากเป็นสถานที่ที่มีความหมายต่อฉันนัก แน่นอนชีวิตต้องก้าวต่อไป หลายครั้งที่โต๊ะมุมนั้นไม่มีคนมานั่ง ฉันนั่งจิบกาแฟคนเดียว ปล่อยให้ความคิดตกตะกอน, ใครบางคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ ได้รู้จัก เข้ามาในยามที่ชีวิตฉันอ่อนล้า

แค่ได้นึกถึง ..โลกสีทึมก็กลับชัด

fade away

15/04/2010

“It was fascination
I know
And it might have ended
Right then, at the start
Just a passing glance
Just a brief romance
And I might have gone
On my way
Empty hearted”

Fascination. - Nat King Cole

 

affair

23/01/2010

” ไม่มีคำถามเวลาทุกสิ่งงดงาม

ในวันนี้เมื่อฉันค้นหาคำตอบ

ว่าทำไม เราจึงหลุดไปสู่ความรักใคร่ชอบพอ

..”มันเป็นไปเอง”..

เมื่อพบว่าความรู้สึกระหว่างฉันกับเขามันดำดิ่งหนุนแน่น

อยู่แค่ตาหรือท่าทีสงบสำรวมต่อกัน

..

หากนั่นเป็นความเร้าใจไม่สิ้นสุด”

 

บางทีเป็นเพราะเราเป็นคนตะวันออก

เราถูกสร้างมาโดยสิ่งไม่ชัด ไม่มีตัวตน และไม่มีบทลงโทษ

แต่หากว่าเราทำผิด ..อย่างที่ความรู้สึกนั้นบอกว่ามันผิด

เราจะรู้สึกเหมือนเดินตรงเข้าสู่ลานประหารเลยเทียว

 

..ทางเดินนั้นยาวนัก

ทั้งที่คมมีดยังไม่ลงเนื้อ เราก็เจ็บปวดต่อความรู้สึกผิด ต่อประเพณี ต่อวัฒนธรรม ต่อสังคม

ซึ่งอาจเป็นคนใกล้ชิด หรือเป็นเพียงกลุ่มคนที่วิพากษ์กันอยู่อย่างเมามัน

 

..เพียงเพราะอำนาจของความไม่มีตัวตนนี่เอง

, ทำให้ฉันชะงักครั้งแล้วครั้งเล่า..

 

from Art Affair

 

if it kills me

16/01/2010

“Impossible, maybe

but worth one last try.

I’m sittin here, patiently, just for the chance that I might be able to hold you tight.

And I want to know what makes your world go round,

And I want to hear your voice for the sound.

A love that defines all ive had in my mind

Now I’m holding back nothing for the look in your eyes.

Now time is all tht we have.

So won’t you let me inside your perfect world for one night?”

 

 The Look by Ryan Tedder

red x’mas

21/12/2009

Nylon Paris เดือน January 2010

ฝีมือ Greg Kadel

ดูแล้ว อยากให้ถึงคริสมาสไวๆ

มันไม่ต้องเขียวแดง

แต่ด้วยเพราะคอสตูมและสี ก็ทำให้นึกถึงคริสมาสได้

merry x’mas จ่ะ

 

 

 

 

 

อธิบายความเหงาให้ฟังที

08/12/2009

How do you define the word “lonely”?

อารมณ์เหงามันเป็นยังไงกันนะ

เปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานดู เขาเขียนไว้ว่า เหงา หมายถึง เปลี่ยวใจ เปล่าเปลี่ยว ไม่คึกคัก

อืม…

นั่งฟังเพลงที่มีคำว่า “เหงา” อยู่ในชื่อเพลง แล้วพบว่าสาเหตุของความเหงามักมีอยู่ไม่กี่อย่าง – คิดถึงคนรักที่จากไป, อยากมีคนรัก และ อยากให้คนรักมาสนใจ

นั่นแปลว่าตัวแปรสำคัญที่จะก่อให้เกิดความเหงา

คือความสัมพันธ์สินะ

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าฉันกำลังเหงา เลยอยากค้นใจตัวเองดูว่าเป็นอย่างที่เพื่อนว่าไหม

 …………………………

ถ้าความหมายของคำว่าเหงาคือความไม่คึกคัก มันก็อาจจะใช่ เพราะฉันไม่มีอารมณ์อยากออกไปไหนเลย ไม่อยากออกกำลังกาย ไม่อยากปาร์ตี้ ไม่อยากเข้าสังคม (แต่ก็ยังวนเวียนในโลก Social network อยู่ เพียงแต่เป็นการทำไปเพื่อการฆ่าเวลาทั้งสิ้น)

ปกติแล้วฉันเป็นคนอยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ ไม่เคยชินกับการนั่งทานข้าวหรือดูหนังคนเดียว เคยอ้วก เพราะความหดหู่ที่ต้องอยู่ในห้องทั้งวัน –อาการอย่างนี้มันเป็นพวกเสพติดสังคมชัดๆ

แต่ ณ เวลานี้ ฉันกลับไม่ต้องการใคร ไม่คิดถึงใคร – พยายามเสแสร้งว่าคิดถึงแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าไม่ใช่(แล้วจะบิ๊วตัวเองทำไมก็ไม่รู้)

สิ่งที่อยากทำตอนนี้คือการนั่งคนเดียว ปล่อยความรู้สึกไปเรื่อยๆ อยากจะทำอะไรก็ทำไป มองฟ้า มองแสงไฟ การที่ฉันมานั่งเขียนอะไรอย่างนี้ก็เป็นเหมือนการบำบัดตัวเอง ให้ได้เรียบเรียงความคิด ค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น

อืม… 

สรุปแล้ว

ฉันว่าฉันไม่ได้เหงาหรอก

เพราะไม่มีใครมาทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้น(และฉันก็ไม่ต้องการด้วย)

ฉันอาจจะแค่…หงอย หง่าว ว่าง อินดี้ อึน – อะไรซักอย่างที่ไม่สามารถบัญญัติเป็นศัพท์ได้

และก็คงจะมีแต่คนที่บิดเบี้ยวเหมือนฉันเท่านั้นที่จะเข้าใจ..

.

.

.

* รูปนี้มันเหงาแบบบิดเบี้ยวดีเนอะ

things i like about coffee&you

07/12/2009

 

 

ล่ำบึ้กไปก็เท่านั้น

06/12/2009

 

 

เพื่อนรอบกายฉันมักจะตกหลุมรักกับหนุ่มๆรุ่นราวคราวเดียวกันเสมอ ก็ในเมื่อวัยใกล้เคียงกันก็ย่อมได้เจอกันบ่อย มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน มีแล้วมันกระชุ่มกระชวยหัวใจ บลา บลา บลา

แต่ฉันเก๋กว่า เพราะฉันตกหลุมรักคนอายุมาก..มากกว่าเยอะเสียด้วย

ตอนเด็กๆฉันฟังเพลง ล่ำบึ้ก ของสองสาวไทรอัมป์คิงด้อมแล้วเกิดความหงุดหงิดแกมไม่เชื่อในท่อนที่ร้องว่า “..แม้ว่าเขาจะดูแก่ เหมือนว่าเขาเป็นเพื่อนแม่ แต่ฉันไม่เคยสนใจ..”

โอเค..เราตกหลุมรักกับคนที่อายุมากกว่าได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก ฉันเชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนคงเคยแอบชอบรุ่นพี่มาด้วยกันทั้งนั้น ..แต่รุ่นราวคราวแม่เนี่ยนะ มันจะเป็นไปได้ยังไง?

 เป็นไปได้แฮะ..

 ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา 22 ปีของฉัน เคยชอบผู้ชายวัย 40 ขึ้นไปอยู่สองครั้งสองครา (ไม่นับบรรดาคนที่อยู่ตามสื่อแล้วฉันแอบปลื้มอยู่ฝ่ายเดียวนะ)

คนแรกเป็นเพื่อนของน้าฉันเอง ตอนนั้นฉันอายุ 16 ย่าง17 ปี อยู่ในวัยเซเว่นทีนที่กำลังวิ่งตามความฝัน วันนั้นน้าชวนฉันไปดินเนอร์ในโรงแรมกับเพื่อนน้าที่เรียนปริญญาโทด้วยกัน

แหงสิ..ชอบอยู่แล้ว ได้ไปกินข้าวในที่สวยๆ ฉันมักแพ้แสงไฟสีเหลืองนวล เบาะนุ่มๆ และอาหารเลิศรส – แม้ว่าอาจจะต้องนั่งเจื่อนท่ามกลางผู้คนมีอายุ และอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ตาม

แล้วเขาก็ปรากฏตัวขึ้น – นั่งตรงข้ามฉัน

ก่อนอื่น ฉันขออธิบายอาการเต้นของหัวใจฉันก่อน มันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

  • ประเภทแรก คืออาการตื่นเต้นทั่วไป มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่ฉันต้องออกไปพูดหน้าห้อง หรืออยู่หลังเวทีเตรียมการแสดงสักอย่างอยู่ โดยมากอาการนี้จะเกิดขึ้นในชั่ววูบก่อนที่โชว์จะเริ่ม และจะหายไปเองเมื่อฉันเริ่มต้นจับไมค์และพูดออกไป เป็นการใจเต้นเพื่อทำลายสมาธิของตัวเอง

 

  • ประเภทที่สอง ใจเต้นเมื่อเจอคนที่ถูกชะตา เคยไหม เดินๆอยู่แล้วมีใครคนหนึ่งเดินสวนเรามา แว่ปแรกที่เราเห็นเขา จู่ๆหัวใจเราก็เต้นแรงขึ้น เหมือนหัวใจหล่นวูป ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงช่วงเวลาที่พวกคุณเจอศิลปินที่ชื่นชอบโดยบังเอิญดู การเต้นของหัวใจแบบนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะเวลาเจอเพศตรงข้ามเท่านั้น ครั้งหนึ่งฉันเคยเดินสวนกับดีไซน์เนอร์หญิง ความสง่าของเธอทำให้หัวใจของฉันหล่นวูป ยิ่งถ้าได้พูดคุยกันต่อ เขาจะทำให้เรายิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

  • ส่วนประเภทสุดท้ายนั้น คือการใจเต้นเมื่อเราเจอคนที่ชอบ อาการนี้ใจมันจะเต้นเหมือนรัวกลอง แม้ว่าเราจะห้ามตัวเองแล้วว่า อย่านะ จะตื่นเต้นไปทำไม แต่พอเราเจอเขาทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะรัวกลองเป็นจังหวะร็อค ยิ่งเขาคนนั้นมาทำอะไรให้ หรือมีเหตุที่ทำให้เราคิดไปเอง ใจมันจะทั้งเต้นทั้งหล่นวูปไปในเวลาเดียวกัน มักเกิดขึ้นบ่อยในระยะสปาร์คของความสัมพันธ์

..วกกลับมาที่เรื่องผู้ชายวัยสี่สิบ

วินาทีที่เขาหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามฉันนั้น ใจฉันเต้นแบบประเภทสอง อาจเพราะรอยยิ้มภายใต้กรอบแว่นพลาสติกสีดำ การแต่งกาย หรืออะไรก็ตาม ..ฉันตกหลุมรักเขา!

น้าแนะนำให้เรารู้จักกัน ฉันสวัสดี เขายิ้ม รับไหว้ แล้วเราก็เริ่มต้นพูดคุยกัน(บทสนทนาตอนนั้นจะมีอะไรได้ นอกจากเรื่องคณะในฝันของฉัน)

บิงโก!..เขาเคยทำงานในวงการโฆษณา

เขาเล่าเรื่องสมัยทำงานให้ฟัง ความเครียดในวงการนี้ เพื่อนร่วมงานนู่นนี่ (ถึงจุดนี้ใจฉันเต้นเป็นแบบสามแล้ว)

ในเวลาที่เขาพูด เหมือนมีอะไรบางอย่างแผ่อยู่รอบตัวเขา อะไรบางอย่างที่เรียกว่า เสน่ห์ ที่ทำให้เขาช่างน่ามอง น่าฟัง เสน่ห์แบบนี้มันไม่ได้เกิดกับทุกคนหรอกนะ แม้ว่าคนตรงข้ามคุณจะหล่อแบบพระเอกเกาลีแค่ไหนก็ตาม มันเป็นอะไรที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ ฉันเริ่มวางแผนในหัวว่าฉันจะสานต่อความสัมพันธ์นี้ยังไงดี

……

ขณะที่ฉันกำลังฝันหวาน ..โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

นั่นไงล่ะ.. ภรรยาเขาโทรมา

หลังจากวางหู เขาหันไปคุยกับน้าฉันเรื่องลูกสาวเขาที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน คุยไป ยิ้มไป ดูท่าทางเห่อลูกมาก

โอ้… วอท อะ แฟลิมี่ แมน

เอาน่า ถึงฝันฉันจะสลาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าเพลงล่ำบึ้กที่บอกว่าเราสามารถตกหลุมรักคนรุ่นราวคราวแม่ได้น่ะ มันเกิดขึ้นได้จริง

แถมยังเกิดขึ้นกับตัวฉันเองด้วยสิ!


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.